AddThis Social Bookmark Button

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday102
mod_vvisit_counterAll days434958




แลกลิงค์เพื่อนบ้าน

สนใจเป็นเพื่อนบ้านกับ NPSHOP ติดต่อได้ค่ะ

แลกลิงค์ Banner 120x120

ผิวขาว

Copy Code แลกลิงค์ไปติดที่เว็บของคุณ


แลกลิงค์ Banner 88x31

ผิวขาว

Copy Code แลกลิงค์ไปติดที่เว็บของคุณ


เพื่อนบ้านของเรา



PageRank Checking Icon

แนวคิดเกษตรอินทรีย์

     แนวคิดเกษตรอินทรีย์ในการทำนา เปรียบเทียบความเป็นมาจากเมื่อสมัยอดีตจนถึงปัจจุบัน
การทำนาโดยไม่ใช้ ปุ๋ย เป็นคำไทยดั้งเดิม "ในน้ำมีปลาในนามีข้าว" ในความรู้สึก  "ข้าพเจ้า"
ยังจำภาพในอดีตได้ดี เข้าฤดูการทำนาประจำปี ประมาณเดือน กันยายน ช่วงปลายฝน ชาวนา
เริ่มออกทำการไถนาด้วยเครื่องมือการทำนาคันไถเทียมควาย  อย่างดีก็จ้างรถไถนาที่ในอำเภอหนึ่ง
จะมีรถไถนาที่รับจ้างอยู่ไม่กี่คัน แต่นี่กระมังรถไถนาที่เป็นเครื่องจักรชิ้นแรกในการทำนาคงเป็น
สาเหตุให้สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติต้องเปลี่ยนแปลงไปมากจนถึงปัจจุบัน


     ดินที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุในดิน ต้องเหลือแต่พื้นดินที่ขาดธาตุอาหารดี ๆ เมื่อมี ปุ๋ยเคมี
เข้ามา เกษตรกรเริ่มคล้อยตามเหล่าพ่อค้าขายอุปกรณ์และผลิตภัณฑ์เกษตร เพื่อเพิ่มผลผลิตให้กับ
ข้าว ใช้สารเคมี และยาฆ่าแมลง ที่มีการแข่งขันกันของผู้ผลิต ชนิดที่แรงขึ้นเพิ่มประสิทธิภาพที่เหนือ
กว่าคู่แข่งขัน ทำให้แมลงศัตรูพืชเริ่มมีการพัฒนาสายพันธุ์ และสร้างภูมิต้านทานสารเคมี (ดื้อยา)
กุ้งหอย ปูปลาที่เคยเป็นอาหารชั้นดีสำหรับชาวนาต้องพลอยสูญสิ้นไปกับสารเคมี จากปลาตัวใหญ่
ใส่ในฆ้องเพียงตัวเดียวกินกันได้ทั้งครอบครัว แต่เดียวนี้ จะหาปลาเพียงตัวเล็กตัวน้อยแทบจะไม่มี
ให้กิน ถึงกับต้องนำพันธุ์ปลามาเลี้ยงเพื่อเป็นอาหารและเป็นอาชีพใหม่กันต่อไป


     ปุ๋ยเคมี ที่ใช้หว่านลงไปในพื้นนา ส่วนที่เหลือตกค้างใน คือธาตุฟอสฟอรัส เนื่องจากชาวนา
ไม่มีการปลูกพืชหมุนเวียนธาตุเคมีที่เหลือตกค้างกลายเป็นตัวปรับสภาพของพื้นดินให้เสื่อมลง
ประสิทธิภาพในการรับปุ๋ยเริ่มน้อยลง จากการที่ใช้ปุ๋ยเคมีในการเกษตรครั้งแรก ซึ่งเป็นการเพิ่ม
ผลผลิตจำนวนมากให้แก่เกษตรกร เกษตรกรได้ทำตามกัน เริ่มซื้อปุ๋ยเคมี เข้ามาให้ปุ๋ยกับนาข้าว
ปุ๋ยเคมี เริ่มมีผู้นิยมใช้จำนวนมาก ราคาถูกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ผลผลิตกับลดลง
ไปเรื่อย ๆ ซึ่งเกิดจากสภาพของดินที่เลวร้าย


     แมลงศัตรูพืชแปลกใหม่ที่เพิ่มขึ้นนอกจากศัตรูพืชเดิม ๆ เช่น ปูนา หนูนา นกกระจอก
นกกระจาบ ตั๊กแตน ที่ถูกกำจัดกันโดยวิธีธรรมชาติ นกกระจิบจะกระโดดไปมาบนรวงข้าวจิกกิน
ตั๊กแตน แมลงปอบินโฉบเฉี่ยวหากินแมลงเล็ก ๆ ปลาผิวน้ำกระโดดเด้งผิวน้ำกินแมลง เหนือผิวน้ำ
เล็กน้อยยังมีแมลงมุมที่คอยจับเพลี้ยกินเป็นอาหาร สิ่งเหล่านี้หายไปจากสารเคมีที่กำจัดฆ่าแมลง
วงจรธรรมชาติหมดไป ปัจจุบันมีแมลงละบาดหนัก เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในนาข้าว ลงที่ไหน
เสียหายที่นั่น สร้างความเสียหายขนาดหนัก  เป็นผลมากจากการเปลี่ยนแปลงแนวคิด
ทางการเกษตร ที่เรียกว่า "เกษตรเคมี"


     การทำนาจากรุ่นสู่รุ่น ชาวนารุ่นเดิมเริ่มเท่าแก่ชราภาพ หมดเรี่ยวแรงทำนาหากินแบ่งที่นา
เป็นแปลงเล็กแปลงน้อยให้สู่ลูกหลาน คนละ 20-30 ไร่ บ้างก็แปรเปลี่ยนเป็นเงิน ย้ายถิ่นฐาน
ทำมาหากินเข้าเมืองหลวงบ้างก็ส่งบุตรหลานเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยในกรุงเทพมหานครบ้าง
ต่างจังหวัดบ้าง ชาวนาเริ่มเปลี่ยนสภาพจากพ่อแม่จนถึงลูกลาน กลายเป็นการทำนาที่ไม่ใช่ชาวนา
ที่แท้จริง แต่ต้องทำนาเพื่อมีข้าวไว้กิน หรือส่งขายโดยเกษตรรุ่นลูกรุ่นหลาน บางคนทำนาทาง
โทรศัพท์ คนที่เป็นเกษตรกรชาวนาจริง ๆ ก็คือคนที่มีอาชีพรับจ้างทำนา ตามความต้องการของ
ลูกหลานเจ้าของนานั่นเอง


     แนวคิดทางการเกษตรถูกแบ่งเป็น 4 แนวคิด หลังจากสิ่งเลวร้ายทางเกษตรกรรมเริ่มเข้ามา
ยังมีคนคนกลุ่มหนึ่งที่เกิดจากการเกษตรดั้งเดิม และได้รับการอบรมแนวทางการเกษตรจากสถาบัน
การศึกษาเกษตรศาสตร์ ที่ต้องฟื้นฟูแนวเกษตรดั้งเดิมเพื่อดำรงค์ไว้ สำหรับที่ดินทำกินที่ยัง
อุดมสมบูรณ์ดังเดิม


1. แนวคิดทางเกษตรเคมี คือเกษตรกรส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ที่ใช้ ปุ๋ยเคมี บำรุงพืชเป็นหลัก แนวคิดนี้
ยังถูกฝังแนวคิดว่าปุ๋ยเคมีที่เติมลงไปในดินคืออาหารสุดยอดของพืช ถ้าพืชไม่ใส่ปุ๋ยแล้วคงไม่ได้
ผลผลิต


2. แนวคิดทางเกษตรอินทรีย์เคมี คือกลุ่มเกษตรกรที่เริ่มเรียนรู้เรื่องการบำรุงดิน บำรุงพืชใด้ดีขึ้นด้วย
ปุ๋ยอินทรีย์ การฟื้นสภาพของดินให้เหมือนการเปิดป่าใหม่ดั้งเดิม การเรียนรู้และเผยแพร่วิชาการเกษตร
อินทรีย์มากขึ้น และใช้ ปุ๋ยเคมี ให้น้อยลงตามความจำเป็นของพืช ส่วนใหญ่ที่ยังไม่ค่อยยอมรับ
เกษตรอินทรีย์คือ เกษตรกรทำนาข้าว


3. แนวทางเกษตรอินทรีย์ เป็นเกษตรที่เปลี่ยนแปลงวิธีการบำรุงดินและบำรุงพืชโดยไม่ใช้ ปุ๋ยเคมี
ใช้ธาตุอาหารพืชจาก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก เป็นต้น แต่ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อยมีพื้นดินทำกินเล็ก ๆ
หรือเป็นประเภทชาวสวนที่ใช้พื้นที่การเกษตรมากนัก


4.แนวทางเกษตรอินทรีย์ธรรมชาติ เป็นแนวทางเกษตรอินทรีย์ตามแนวทางพระราชดำริเกษตรพอเพียง
ซึ่งเกิดจากกลุ่มคนที่เข้ารับการอบรมเรียนรู้วิธีบำรุงดินโดยธรรมชาติ ใช้ ปุ๋ยอินทรีย์ ทางธรรมชาติ
ไม่ใช้สารเคมีเลย แต่จะได้เฉพาะ เกษตรกรที่ทำการเกษตรเพียงกินอยู่เล็ก ๆ น้อย ๆ ยังไม่มีความนิยม
มากนัก


     การใส่ ปุ๋ยอินทรีย์ กับนาข้าว  จาการเปลี่ยนแนวทางการเกษตรมีเป็นเกษตรแบบอินทรีย์ไม่ใช่
เรื่องง่ายที่กระทำอย่างรวดเร็ว เนื่องมากจากผลการทำนาแบบใส่ ปุ๋ยเคมี อย่างต่อเนื่องนานกว่า 5 ปี
อาการเสื่อมของดินไม่สามารถจะปรับโครงสร้างได้ในเวลาสั้น จึงต้องใช้หลักการที่ว่าค่อยเป็นค่อยไป
เริ่มตั้งแต่การใช้ ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยพืชสด (วิธีการปลูกพืชเพิ่มไนโตเจนให้แก่ดิน)
ปุ๋ยชีวภาพ ช่วยเพิ่มธาตุอาหารให้แก่พืช หรือ ปุ๋ยอินทรีย์ ทางการค้าใส่ในดิน โดยใช้ผสมกับ ปุ๋ยเคมี
ที่ใช้อยู่เดิม ในอัตราส่วน 50/50 ตามสัดส่วนน้ำหนัก ปุ๋ย แล้วค่อย ๆ ลดอัตราส่วนของปุ๋ยเคมีลง
ทีละน้อย ใช้เวลาในการบำรุงดิน 3-5 ปี ผลผลิตจะค่อย ๆ ดีขึ้น การช่วยบำรุงดินโดยไถกลบตอซังเดิม
หรือปลูกพืชอายุสั้นหมุนเวียนนอกฤดูทำนาสลับสับเปลี่ยนไปเพื่อปรับความสมดุลของธาตุอาหารหลัก
ในดิน รวมถึงการลดอัตราส่วนของสารเคมีกำจัดแมลงและศัตรูพืชโดยใช้สารอินทรีย์ การปรับเปลี่ยน
วิถีทางการทำนาแบบนี้เป็นการเปลี่ยนแนวทางแบบผสมผสานในช่วงแรก 3-5 ปี หรือเรียกว่า "เกษตรอินทรีย์-เคมี"


     ธาตุอาหารหลักของพืช  เกษตรอินทรีย์ควรคำนึงถึงผลสำเร็จที่ใช้ธาตุอาหารที่มีอยู่แล้วในดิน
ที่สมบูรณ์ หรือการใส่ปุ๋ยธาตุอาหารในดิน ในอัตรา 20% ที่มีอยู่ใน ปุ๋ยอินทรีย์  การให้ธาตุ
อาหารเสริมให้ถูกช่วงเวลาที่พืชต้องการให้ได้อัตราส่วนที่พอเหมาะ การให้ธาตุอาหารหลักทางใบ
เพื่อทดแทนธาตุอาหารหลักจากปุ๋ยเคมีผ่านดิน ในอัตราส่วนที่พอเหมาะเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงต่อไป

รับผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ,โรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ , โรงงานผลิตปุ๋ย , โรงงานปุ๋ย , ปุ๋ยมูลค้างคาว , ขายปุ๋ยอินทรีย์ , ปุ๋ยอินทรีย์ราคาถูก , ปุ๋ยขี้ค้างคาว , โรงงานผลิตปุ๋ยเคมี